รีวิว ภัตตาคารแชงการีล่า ซอยธนิยะ

เย็นวันศุกร์ นึกได้ เลยแวะมาแนะนำร้านเก่าแก่ อิอิ ภัตตาคารแชงการีล่า …. ไม่ใช่โรงแรมแชงกรีล่านะคะ คนละที่กัน …. ร้านนี้เป็นร้านนึง (หนึ่งในหลายร้าน) ที่เคยโดนพาไปดูตัว ดูผู้ชาย ไปให้ผู้ชายดูตัวค่ะ มีแม่สื่อ … มีครอบครัวฝั่งสาวฝั่งชายมาดูเต็มที่เต็มตีน ………… ค่ะ ไม่รอด ไม่สำเร็จ ก็เลยอยู่มาถึงทุกวันนี้ ขำขำค่ะ … ฮ๋าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ บางคนบอก ขำปนน้ำตาอะเป่ายะ .. ไม่ค่ะ ขำจริงๆ แต่อาหารร้านนี้อร่อย รับทานตั้งแต่สาวๆ ตอนดูตัวนั่งก็ 26 เองนะคะ จะว่าไปก็ 20 ปีมาแล้ว ความมั่นคงก็ยังเต็มที่ รสชาติอาหารยังคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง 555555555555 เอ๊า เพ้อเจ้อกันไปใหญ่ มาค่ะ

ที่กลับมากินร้านนี้ เพราะพาม่าม๊ามารับทานค่ะ หลีอยากกินเองล่ะ แต่มันต้องกินมื้อเที่ยง ไม่รู้ทำไม แล้วมันต้องไปเวลาคนอื่นเขาทำงาน ค่ะ แม่นี่ … หลีเอง … หนีงานไปค่ะ 55555555555 ไปรับทานกับม่าม๊าสองคน คนอื่นทำงานหมด

อันนี้หลีนำมาแต่เมนูเด็ดนะคะ พวกหนมจีบซาลาเปาไม่ได้ถ่ายรูปมาค่ะ แล้วขนมหวาน สาคูแคนตาลูปก็ลืมถ่ายรูป แต่อร่อยสุดๆค่ะ

06shiangarila

เราทานติ่มซ้ำ นี่ ถ้าไปกันหลายคน จะสั่งเยอะ แต่มากันสองคนก็น้อยหน่อย เราก็กินหนมจีบกุ้ง หนมจีบปู ซาลาเปาหมูแดง อะไรพวกนี้ สั่งกลับเป็นหลัก เอาไปฝากหลาน

ที่กินกันเองก็จะ มี ก๊วยเตี๊ยวหลอดอันนี้อร่อยค่ะ จำวันที่ดูตัวได้ กินไอ่นี่ไม่อร่อยเลย ทั้งโต๊ะจ้องกู เอ้ย หลีอยู่ได้ จะกินก๊วยเตี๋ยวหลอกมันยาก มันจะหลุดมือ หลุดจากตะเกียบ อร่อยค่ะ ซีอิ้วไม่เค็มมากไป กำลังดี

 

04shiangarila

อันนี้ หนมจีบหอยเป๋าฮื้อค่ะ ไส้นี่ก็กุ้งเลยค่ะ ไอ้ข้างบนนี่ก็หอย ถ้าไม่บ้าหอย ไม่ต้องสั่งให้มันแพงใช่เหตุเลยค่ะ กินหนมจีนกุ้งไปก็พอ หอยไปหาเอาดาบหน้า แพงเกินไป 555555555555555555555

ข้างล่างนี่สิ ของทอด ของโปรดเลย ปอเปี๊ยะ ทอดกรอบอร่อยมาก กินเท่าไรก็ไม่พอ ……. โปรดมาก แต่กินได้แค่ 2 ชิ้น อีกสองให้แม่

03shiangarila

01shiangarila

อันนี้ เมนูแนะนำจากกัปตัน ฟันโก๋ แต่หลีกินก็เฉยๆนะคะ แต่ก็เป็นเมนูแนะนำของเขา เป็นผักข้างในค่ะ เหมือนผักนิ่ง หลีชอบกุ้งปูมากกว่า เลยไม่อินเท่าไร

เราว่า ………… มันเป็นร้านที่มาตรฐานหง่ะค่ะ กินแล้วก็ไม่ต้องคาดหวังอะไร เพราะความมั่นใจล้วนๆ

แล้วแชงการีล่านี่ เรียกได้ว่า … อร่อยมั่นคงมากค่ะ

 

Advertisements

รีวิว บ้านส้มตำ พระรามห้า .. ไกล แต่ก็ไป

02ครัวส้มตำ

เป็นการนัดเจอกันของเพื่อนกลุ่ม ม ต้น ค่ะ หลีเรียนจบที่สายน้ำผึ้ง … ม 1 ถึง  ม 6 อันนี้กลุ่มเด็ก ม ต้น ฮ่าๆๆๆ ก็ยังสนิทสนมกันเหมือนเดิม … เจอกัน เถียงกัน หาอะไรกินด้วยกัน มิตรภาพความเป็นเพื่อน สำหรับหลี มันสำคัญมากค่ะ ท้ายสุด สาวโสดอย่างเรา ก็คงเหลือแค่เพื่อน … ที่จะพูดคุยปรับทุกข์กัน ยิ่งเป็นเพื่อนที่คุ้นนิสัยกันมาแต่เด็ก ยิ่งง่ายที่จะเข้าใจกัน …​คำตอบง่ายๆเลย คือ ..​เออ แกไม่เปลี่ยนไปเลย …

ความโชคร้ายหน่อยคือ เพื่อนหลีทั้งกลุ่ม หกคน ทุกคนจะอยู่แถวพระรามห้า กับแถวเสรีไทย … คืออยู่โซนภาคเหนือ มีหลีเนี่ยแหละ ที่อยู่โซนพระประแดง ภาคใต้ของกรุงเทพอยู่คนเดียว … เวลาหาที่กิน … หลี คือ กูนี่แหละ ฮ่าๆๆ ที่ต้องเสียสละ เดินทางไกลอยู่เป็นประจำ ..​ไม่เคยบ่นค่ะ มาบ่นในตัวหนังสืออย่างเดียว พวกมันไม่ค่อยมาอ่านหรอก .. ขอบ่นหน่อย

03ครัวส้มตำ

ร้านนี้ เพื่อนโอแนะนำค่ะ แล้วก็บอกว่า โอ้ย อารมณ์โรแมนติก ริมเจ้าพระยา (เราก็นึกในใจ … พระประแดงก็ติดเจ้าพระยา…โว้ย) ฮ่าๆๆๆ เอาน่ะ พระรามห้านี่ ขึ้นชื่อมานานแล้ว เรื่องร้านอาหารดีดี ร้านอาหารไทยเยอะ ไปก็ได้ เขาว่าร้านนี้คนเต็มค่ะ ก็เลยนัดกันเร็ว ห้าโมงก็ไปเจอกัน

ปรากฏว่า ห้าโมง คนเต็มร้าน ต้องรอคิวอีกแหนะ … เฮ้ย … ดีนะ เพื่อนโอ .. (แปลว่า เพื่อนชื่อโอ) ไปถึงก่อน จองคิวก่อน ได้โต๊ะก่อน หลีไปถึงก็ได้นั่ง สั่งอาหารพอดี

บ้านส้มตำ … ของขึ้นชื่อที่สุดของเขาคือ ส้มตำหลวงพระบางค่ะ เป็นของคนลาว

08ครัวส้มตำ

สิ่งที่โดดเด่นมากที่สุดคือ เขาหั่นเส้นมะละกอไม่ได้เป็นผอยค่ะ แต่เป็นแผ่นประมาณเส้นใหญ่ เย็น กรอบ … แล้วตำปลาร้า โอ้ย แซ่บๆๆๆๆ ถูกใจ มีแค๊ปหมูประกอบด้วย ตำปลาร้านล้วนๆ ไม่มีอะไรปน แต่เห็นเขาบอกว่า ใครไม่กินตำปลาร้า กินเป็นตำปูก็ได้ แต่หลีกินปลาร้าได้ค่ะ ชอบเลย ไม่แคร์กลิ่นปาก … อันนี้ สั่งมาสองจาน คือ จานแรก กับกินอิ่มแล้ว ก็ยังเรียกร้อง เฮ้ย ยังอยากกินอยู่ มาจานสองก็หมดค่ะ ขนาด จุกๆๆๆ ก็ยังกินอร่อย อันนี้  Recommend สุดๆค่ะ

อีกเมนูนึงที่ดังคือ ปลากะพงทอดน้ำปลา อร่อยค่ะ กรอบดี แต่ร้านอื่นก็พอหาทานแบบนี้ได้เหมือนกัน

06ครัวส้มตำ

ที่เหลือก็ปกติธรรมดาค่ะ แล้วแต่ใจ ใครจะชอบอะไร  อย่างหลีชอบตำปูม้า …อันนี้แผ็ดไปหน่อย ลืมบอกว่า เอาเผ็ดน้อย

07ครัวส้มตำ

ตำข้าวโพดไข่เค็มก็อร่อยค่ะ เหมาะกับเพื่อนที่ไม่กินปลาร้า ฮ่าๆๆๆๆ กินนี่ไปแก … ยื่นให้มันไปกิน

01ครัวส้มตำ

อีกจานที่นั่งนับเม็ดเลยคือ ต้มแซ่บเห็ดถอก ชี้หน้ากันเหมือนเด็กๆเลยว่า …​แกกินไปกี่เม็ด ทำไมฉันได้กินนิดเดียว ฮ่าๆๆๆ

04ครัวส้มตำ

แล้วอย่างอื่น ก็สบายๆค่ะ ลาบเป็ด อันนี้ก็แย่งกันกินรสชาติดีค่ะ พร้อมดี แต่หลีอยากให้ข้าวคั่วเยอะกว่านี้อีกหน่อย หลีว่าน้อยไปนิด ไม่หอม

05ครัวส้มตำ

ยำยอดมะพร้าวอ่อน อันนี้ถูกใจมากค่ะ ยอดมะพร้าวซึมซับน้ำยำเข้าไป ได้รสชาติดี มีวุ้นเส้นผสมไปด้วย จริงๆมันเหมือนยำวุ้นเส้นใส่ยอดมะพร้าวอ่อนมากกว่า แต่ก็อะนะ แล้วแต่ใจใครจะตั้งชื่ออะไร เรารับทานได้หมด ถ้าอร่อย

09ครัวส้มตำ

จริงๆ หลีมีสั่งของหวานนะคะ แต่ความที่มัวแต่เม้าท์ เลยลืมถ่ายรูป อันที่ต้องชมว่าอร่อย recommend เลยคือ มะยงชิดในน้ำหวานเปรี้ยวเย็นๆ อร่อยค่ะ ไอครีมกะทิก็อร่อยมีเนื้อมะพร้าวเต็มที่ดีค่ะ ที่ดังๆที่คนสั่งเยอะก็เป็นน้ำลำใย ลูกลำใยตู้มๆๆๆ เยอะมาก เห็นแล้วก็อร่อยเลยค่ะ แต่มันก็คือน้ำลำใยนะ เธอว์​…….

เห็นเขาบอกว่า มีสามสาขา หลีก็ไม่รู้ที่ไหนบ้างนะคะ รีวิวแบบไม่ได้ค่าสปอนเซอร์ ข้อมูลก็เท่าที่มีนี่แหละค่ะ .. ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ..​กวนเนอะ …

รีวิว The Iron Chef Restaurant, Central East Ville Festival

วันนั้นเดินอยู่กับมาดามเพื่อนๆค่ะ อยู่กันแค่สี่สาว เราเลยไปหาอะไรทานอร่อยๆกัน

Central East Ville Festival เป็นอะไรที่ร้านอาหารเยอะ แต่พอหากันจริงๆ ก็ไม่รู้จะเข้าร้านไหนคะ เดินวงอยู่สองรอบ สองชั้น เราก็มองหน้ากัน แล้วตัดสินใจ … เอานะ ไหนไหน เราก็ชอบดูรายการ ​The Iron Chef บ้าง เป็นบางคราว เราก็หวังจะได้รับทานอาหารอร่อยๆที่ The Iron Chef คนดังๆ นำเสนอมาให้เราได้ลองกันบ้าง

แต่ก็แน่นอนค่ะ เนื่องจากการรีวิวนี้ ไม่ได้เป็นการจงใจรีวิว บางเมนูอาจจะจำชื่อไม่ได้นะคะ จะพยายามค่ะ

การจัดร้านก็เรียบง่ายค่ะ บางทีมองไปรอบๆ สีสรรเหมือนเราจะอยู่ร้านอาหารทะเล บางมุมก็เหมือนเราเป็นทหารเรือ อะไรประมาณนั้น ที่นั่งก็เยอะ ถือว่าเป็นร้านใหญ่ค่ะ ที่กำแพงก็มีรูป เชฟต่างๆ ในเมนูก็จะแยกเป็นว่า เชฟคนไหน ทำจานไหนนะคะ ตอนแรกเราว่าจะเลือกจากเชฟ แต่เราก็เปลี่ยนใจ เลือกที่ชอบดีกว่า อาหารส่วนใหญ่ก็เป็น fushion ค่ะ เน้นไปทางผสมผสานกัน สมกับการเป็นเชฟที่จะครีเอทอะไรใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา น่าตื่นเต้ลค่ะ

iron02

สมูตตี้ลิ้นจี่สวีตตี้โปเตโต้

เครื่องดื่มนี้ จะเสริฟมาในขวดดั้งเดิมค่ะ แล้วก็มีน้ำแข็งแยกต่างหากในอีกถ้วยหนึ่งแล้วเอาขวดน้ำวางลงค่ะ เพื่อให้น้ำแข็งไม่มาผสมน้ำจนรสชาติเสียหาย ยอดมากค่ะ ส่วนตัวเครื่องดื่มก็จะได้รสชาติเปรี้ยวหวานจากลิ้นจี่และความมี texture ที่ไม่ฝาดเลยจาก สวีตโปเตโต้ อร่อยค่ะ ก็กินจนหมด แต่ก็ต้องแยกทาน เหมือนจะเป็น dessert จะเหมาะกว่าสำหรับหลีนะคะ

iron06

สปาเกตตี้เนื้อปู

รสชาติไทยๆค่ะ มีปูลงมา รสจะเผ็ดนะคะ เด็กอาจจะรับทานไม่ได้ หลีจำชื่อไม่ได้ แต่มีอีกจานเป็นทะเล แต่นี่สั่งแต่เนื้อปูล้วนๆมาค่ะ เนื้อปูให้เต็มที่ดีค่ะ กลมกล่อมอร่อยเลย texture ของการผัดเส้นสปาหลีถือว่า เหนือค่ะ ยอดเลยก็ว่าได้ ปกติหลีไม่ชอบเส้นแบบนี้เท่าไร แต่จริงๆแล้วเส้นเล็กๆแบบนี้ เวลาผัดจะคลุมรสชาติดีมากค่ะ

iron05

Spicy Cold Salmon

จานนี้ หวือหวาหน่อย … เขาจะเอาไนโตรเจนเหลวมาพ่นใส่แซลมอนเพื่อให้แซลม่อนเย็นมากๆ แล้วซอสที่ราดก็เหมือนจะเป็นซอสพริกแต่เฉพาะเจาะจงกว่าค่ะ รับทานกันเส้นสปาเย็นๆ ไม่ร้อนพันมาในม้วนไม้ส้อมเลยค่ะ เวลารับทานก็ต้องเอามาวางที่จานตัวเองแบบรูป แล้วค่อยเอาเข้าปาก หลีว่า มันโอเค จานนี้ถือว่า สมศักดิ์ศรี มีแค่สี่ชิ้น รับทานคนละคำ จบ ..​น้อยไปหน่อยค่ะ

iron01

สปาเกตตี้เส้นดำ ปลาสลิด

อันนี้จะเค็มไปหน่อย แต่อร่อยเลย ชีสเยอะดีค่ะ เส้นดำนี่อร่อยอยู่แล้ว ต้มดีดีนี่ เหนียวนุ่ม เคี้ยวมันค่ะ แต่ไม่ค่อยจะได้ทำหรือได้ทานกันง่ายๆ เวลาทำเส้นดำ หลีมักจะชอบให้มีกระเทียมเยอะๆ เพราะรสชาติเส้นดำมันทำยากค่ะ อันนี้ผัดมากับเครื่องปรุงรสอย่างดีเลย แล้วก็มีปลาสลิดมาเพิ่มรสชาติ แล้ววางบนด้วยไข่ปลา อร่อยมาก มันให้ความกรุบกรอบ … ใช้ได้เลย

iron04

คัลโซเน่ แกงกระหรี่ปู

โอ้ ไม่ได้รับทาน Calzone มานานมากก มาเจอแบบประยุกต์ด้วยการใส่ไส้เป็นกระหรี่ปู มันเป็นอะไรที่เหนือมาก หลีชอบจานนี้ค่ะ เรียกว่า รักเลยก็ว่าได้ โดยนิสัยปกติหลีไม่ค่อยรับทานแกงกระหรี่เท่าไรค่ะ แต่ก็ค้นพบว่า การมาเป็นไส้ของcalzone นี่มัน work มากๆ จานนี้ได้ชิ้นมาเท่านี้ แบ่งกันสี่คนหมด ไม่พอรับทาน ฮ่าๆๆๆ

iron09

อย่างที่บอก เราสั่งอะไรเรื่อยเปื่อยไม่มีแบบแผน แล้วก็มารับทานร่วมกัน …​จานนี้เป็นหมูกรอบค่ะ นุ่มมากๆๆๆ จะบอกว่า หนังกรอบ เนื้อในนุ่ม ..​เรากลัวว่าจะหั่นไม่สวย เลยต้องให้บริกรไปหั่นให้ใหม่จะได้หั่นสวยๆ แล้ว… จะได้มาแบ่งร่วมกัน … ส่วนซอสก็ไม่เค็มไม่หวาน กำลังพอดี เอามาผสมทานร่วมกัน มันโอเคมากค่ะ จานนี้เป็นจานสุดท้ายที่มาที่เรารับทาน ก็เลยเป็นอะไรที่พอดีมาก


 

แต่ละจานที่มา ปริมาณไม่มากเท่าไรค่ะ กินไม่อิ่มหรอก หลีถือว่าของน้อย ..​เทียบกับราคา แต่ก็ว่าไม่ได้นะคะ เอานะ ของกินระดับ The iron chef ทำเมนูลงมาแบบนี้ … เราได้ทานด้วยราคาประมาณนี้ก็โชคดีแล้ว จะได้เหลือท้องไปทานของหวาน ซึ่งเมนูของหวานไม่ค่อยเร้าใจ เราเลยไปกินบิงชูกันดีกว่า​ฮ่าๆๆๆ อะน่า ของมันกะลังฮิต ..​ขอบายไปหาเกาหลีบ้าง อะไรบ้าง แต่ก็สำหรับร้านนี้ หลีไม่สามารถให้ห้าดาวได้นะคะ มันไม่ได้สุดยอด สุโค่ยขนาดนั้น ก็ระดับกลางๆ กินได้ อร่อยดีค่ะ

รีวิวห้องนวด BodyShop Review Bodyshop Facial Massage

ได้ไปเป็นสมาชิก Bodyshop มาค่ะ …

จริงๆแล้วสมัยสาวๆ อายุประมาณ 20 กว่าๆนี่

Bodyshop เป็นอะไรที่ popular มากสำหรับหลีเลยค่ะ

เรียกได้ว่า …​ไม่มีไม่ได้ แล้วที่หลีชอบมากที่สุดคือ ขวดชมพู พวกวิตามิน E

หรือไม่ก็ Tea Tree อะไรพวกนี้ ซึ่งน้ำมันจะดีมากค่ะยับยั้งสิวอักเสบได้ดีด้วย

bodyshop2

ไปไปมามา เราก็เติบโตไปไม่ได้ใช้ The Bodyshop อีกเลย เราต้องยอมรับนะคะว่า นโยบายของการไม่ทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์เป็นนโยบายที่ดีมากสำหรับมนุษย์โลกที่จะพึงไม่เบียดเบียนสัตว์ร่วมโลก ถึงจะมีดราม่าบอกว่า สมัยนี้วิทยาการเขาไปไกลจนไม่ต้องลองกับสัตว์แล้ว …​แล้วไง

เขาลองที่​ “คนเลย” ….

ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

นอกเรื่องไปไกล ..​กลับมา กลับมา เนื่องจากคราวก่อนหลีซื้อของไว้เยอะ ก็เลยได้โอกาสสมัตรสมาชิกฟรีค่ะ แล้วในการสมัครสมาชิกฟรี เราก็จะได้นวดหน้าฟรี หนึ่งรอบ กับ แต่งหน้าหนึ่งรอบ นี่ก็ยังไมไ่ด้ใช้แต่งหน้าเลยค่ะ ท่าทางจะหมดอายุไปแล้ว

ที่นี้ เราก็ต้องจองคิวค่ะ หลีก็ค้นพบว่า โหย คิวเต็มเฟ้ยย หลีไปใช้บริการที่สาขา The MALL ท่าพระค่ะ พนักงานบริการดีมากค่ะ อันนี้ชมเชย ไม่ต่อว่า คิวแน่นจนแทบไม่ได้ทานข้าวกันเลย เราก็เข้าไปในห้องกันเลยค่ะ

bodyshop3

ห้องเล็กๆ แค่นั้นแหละค่ะ ไม่ค่อยกล้า “ผายลม” เลย …​กลัวจะได้กลิ่น สงสารน้อง สงสารตัวเอง แต่ก็เข้าใจนะคะ สถานที่มันแพง ก็ต้องเช่าเขา แล้วค่านวดถ้าจ่ายเงินกันจริงๆ ก็ใช้ซื้อของครบ 3000 ได้ฟรี 3  ครั้ง ซื้อ 7500 ก็ได้ฟรี 10 ครั้งอะไรประมาณนี้ …​มันก็เลยต้องทำห้องเล็กๆ ด้านขวามือของรูปคือเรื่องทำไอพ่นไอร้อนออกมาค่ะ ไว้เปิดผิวนะคะ ..​ด้านซ้ายก็วางเครื่องประทินผิวทั้งหมด

ข้อดีก็คือ เขาดูผิวของเราก่อนค่ะ

ว่าวันนี้หน้าเราเป็นอย่างไร

พิจารณาเสร็จ เขาก็บอกว่า

อ่า หน้าพี่มีสิวอักเสบ (สิวสาว)

เขาก็เดินหยิบ Tester ที่เค้าน์เตอร์มาให้เราตามสภาพผิวของเราในวันนั้นเลยค่ะ

ซึ่งมันดูไม่เรื่อยเปื้อยสักแต่ว่ามีอะไรก็นวดๆ ทาๆไป มาอะไรใส่ไปอย่างที่คอร์สสอนมา แต่นี่คือ เขาดูสภาพผิวหน้าเราก่อน ซึ่งมันจะได้ตรงเป้าหมายของเราค่ะ แต่ว่า ถ้าเราซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆของเขาแล้วได้นวดฟรีนี่ เราต้องหิ้วของมาเองนะคะ ซึ่งมันก็ตามสภาพที่เราต้องการละค่ะ

bodyshop

แล้วนี่ก็คือ เครื่องประทินผิว ประกอบการนวดหน้าของหลีในวันนี้ค่ะ ก็หลากหลายมาก

แต่ก็เน้นไปที่ Tea Tree ค่ะ


เริ่มต้นการนวดของเราก็เปลี่ยนส่วนบนก่อน ต้องดึงสายบราลงมาด้วย เพราะเขานวดถึงเนินอกด้านบนค่ะ นวดแล้วกดจุดด้วย สบายดีเลยค่ะ … ผ้าผ่อนก็สะอาดเรียบร้อยดีค่ะ ด้วยความที่เล็กและไม่วุ่นวายมากมาย มันก็ไม่มีการเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นผ้าขนหนูนานนัก แต่ก็สะอาดและใหม่นะคะ แล้วก็เริ่มนวด

ล้างหน้า

สครับ

ล้างหน้า

พ่นไอ

ล้างหน้า

ลงโทเนอร์

mask ด้วย Tea Tree  20 นาที

แล้วลงโทเนอร์

นวด นวดนานมากๆๆๆ นวดไหล่ นวดหลังถึงแทบจะกลางหลัง กดจุด

ลงโทเนอร์

ลงครีมบำรุงผิวหน้าและตา

กันแดด

จบ ขบวนการทั้งหมด 1 ชั่วโมงเต็ม ไม่มีขาด เกินนิดหน่อย


โดยสรุปเลยนะคะ หลีว่า เริ่มต้นมานี่ หลีชอบเลยตรงที่เขาดูสภาพผิวของเราก่อน แล้วเลือกผลิตภัณฑ์ตรงหน้าเราที่มีอยู่เป็น tester นี่แหละ ….​ เอาไปใช้กับเราเลย …. แต่ถ้าเราซื้อของเขา เราก็หิ้วของที่เราซื้อมาด้วยนะคะ ไม่ได้ใช้ของ tester หลีถามเขาแล้ว พนักงานไม่พยายามขายของเราเท่าไร ช่วงนวดก็ไม่ได้ชวนพูดเยอะแยะมากมาย ให้เราได้พักผ่อนดี ระดับความแรงการนวดหน้ากำลังดีค่ะ ไปนวดหลัง นวดอกก็เฉยๆ แต่ว่า หลีว่า เป็น 1 ชั่วโมงที่คุ้มค่ามาก …. ยิ่งฟรียิ่งชอบ ฮ่าๆๆๆ นี่ส่ง sms มาบอกว่า ได้ฟรี 1 ครั้งเดือน กรกฎาคมนี้ ..​ยิ่งดีใจ อิอิ จะได้นวดฟรีอีกรอบ แล้วยังไม่ต้องรีบซื้อของ … แฮ่!!!!!!!!!

เรียกว่า ไม่น่าเกลียดเลยค่ะ การนวดจาก The Bodyshop

รวมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางญี่ปุ่นที่น่าไปขน ประจำปี 2017 จาก Cosme ค่ะ

ก็พอดี วางแผนจะเดินทางไปญี่ปุ่นค่ะ .. แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะได้ไปไหม งานประจำมันค่อนข้างจะยุ่ง แต่ก็ไปนั่งดู cosme อยู่ว่า เป็นอย่างไรบ้าง ปีนี้ cosme ก็ได้สรุปผลิตภัณฑ์ขายดีประจำปี 2017 ของเวปเขามาแล้วนะคะ เด๋วหลีจะเรียงรายละเอียดให้ดู ไม่ครบทุกหมู่ของเขานะคะ อย่างสบู่ handcream พวกนี้หลีก็ไม่ได้สรุปมา แต่อื่นๆก็ครบดีค่ะ เริ่มเลยนะคะ

 

Cleansing 

อันดับแรก ก็ยังคงเป็น ของ Shu Uemura นะคะ Ultim 8 Sumubumi Beauty Cleasing Oil เสียดายมาก หลีใช้ตัวนี้ไม่ได้ เพราะโดนออยแล้วสิวเม็ดข้าวสารขึ้นหน้าแทบจะทันทีเลยค่ะ แต่สำหรับคนที่ใช้ได้ หลีบอกได้เลยว่า ตัวนี้ยอดมากกกมีส่วนผสมของพืชพันธ์กว่า 8 ชนิด ใช้ได้กับทุกชนิดผิวเลยค่ะ ราคาที่ญี่ปุ่นจะถูกมาก ถูกชิบๆๆๆๆๆๆ 4500 เยนเอง .. กระซิกๆๆ ที่ไทยแพงมาก 3500-4500 บาทแหนะ

ตัวที่สองเป็นตัวไม่แพงค่ะ ของตระกูล Heroine ใครเคยใช้ eyeliner  ของแบรนด์นี้จะรู้ว่าติดดีมาก ทีนี้ เขาออกตัว remover ที่เขาบอกว่า ทรงพลังสุดๆ มาค่ะ อันนี้ไว้ล้างมาสคาร่าโดยเฉพาะเลยค่ะ ยิ่งมาสคาร่าที่กันน้ำ เขาบอกว่า ตัวที่ล้างได้แน่ๆ แล้วยังเป็นสูตรที่บำรุงขนตาด้วยนะคะ ราคาแค่ 840เยนเอง รอซื้อเลยนะน้องจ๋าๆๆๆๆๆ

อีกตัว เพิ่งเคยเห็นค่ะ มาใหม่เลย เป็น Cleansing water แบบ Spa water ชื่อ Creer ที่เป็นทั้ง makeup remover + facial wash + horny care + lotion ครบถ้วนค่ะ อันนี้ทำมาจากน้ำแร่บ่อน้ำร้อนของญี่ปุ่นนะคะ แต่วิธีใชข้นี่จะเน้นการเช็คด้วยสำลี oil free, alcohol free, ไม่มีน้ำหอม ไม่มีสี ไม่มีใส่สารกันบูดค่ะ ใช้ได้ทั้งเช้าและเย็นนะคะ

Facial Wash 

 

ตัวขายดีตัวแรกคือ  Orbis Aqua Force Mild Wash ด้วยราคา 1300 เยน กับอีกตัวคือ Porn Pencil Azuki Baking Sofa Scrub Facial Cleansing ราคา 1200 เยน ตัวแรกจะเน้นความอ่อนโยนของโฟมที่จะล้างได้ทั้งเช้าและเย็น ล้างความสกปรกออกได้ด้วย ส่วนตัวหลังนี่เป็นสครับด้วย ที่มี baking soda มากระชับรูขุนชน แล้วทำให้หน้าผ่องใสขึ้น

Toner 

ตัวแรก Dior Snow Brightening Essence Lotion ราคา 6900 เยน ตัวนี้จะมีวิตามินอี ผสมด้วยซึ่งจะช่วยเรื่องผิวให้เนียนใสและดูแลผิวที่โดนแสงแดดแผดเผามาแล้วด้วย ตัวสองนี่สิ หลีเคยใช้รุ่นก่อนหน้า Aqu Laber White Up lotion, ของ Shiseido ซึ่งเป็นอะไรที่ดีนะคะ ไม่ทำให้หน้าแห้งเลย ตอนนี้ก็ยังใช้ไม่หมด อันนี้จะป้องกันพวกจุดด่างดำต่างๆด้วย ทำให้หน้าสว่างใสขึ้นค่ะ มีกลิ่นของดอกกุหลาบนะคะ ราคาไม่แพงอยู่ที่ 1400 เยน ตัวสุดท้ายนี่ Asta Lift White Bright Lotion ตัวนี้ ช่วยเรื่องความสว่างให้กับใบหน้า คนญี่ปุ่นชอบให้หน้าสว่าง ขาวค่ะ ราคาอยู่ที่ 3800 เยน

Serum Essence 

One จาก Kose Moisturizing Essence Liquid ราคาไม่ได้บอกไว้ ค่ะ แต่เป็นตัวขายดีอันดับหนึ่งของ cosme น่าลองมากมาย เขาบอกว่า ตัวนี้ผสมข้าวเยอะที่สุดของ essence ที่มีอยู่ในตลาดค่ะ จะช่วยทำให้ผิวเนียนนุ่มและเรียบขึ้นค่ะ ตัวสอง Wrinkle Shot Medical Serumที่ประกาศตัวว่าเป็นทางด้านยาบำรุงค่ะ บำรุงริ้วรอยใต้ตาโดยเฉพาะเลย ราคาแพงมาก 15000เยนแหนะ ตัวสุดท้าย Decollete White Logist Bright Express ราคา 40ml・15,000円 / 60ml・18,000円 คุณสมบัติคือเพิ่มความกระจ่างให้กับผิว และช่วยป้องกันจุดด่างดำต่างๆด้วยนะคะ กลิ่นจะเป็นกลิ่นดอกไม้เขียวค่ะ

Emulsion 

ตัวแรกคือ Dior Capture Totale Dream Skin Advanced อันนี้ Capture Totale  ขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องความกระชับของผิว ยั้งริ้วรอยบนใบหน้าให้ย่นช้าหน่อย (เขียนเองขำเอง)​ราคา 15000 เยน ตัวสองเป็นของ Shiseido White Lucent All Day Brightener ในราคา 6000 เยน คุณสมบัติของช่วยให้เม็ดสีผิวเปลี่ยนแปลงให้ช้าที่สุด ป้องกันจุดด่างดำ ทำให้หน้ากระจ่างสว่าง ตัวสุดท้ายเป็นของ Clinique Smart Custom Repair Eye Treatment ด้วยราคา 6900 เยน ช่วยในการลดริ้วรอยรอบดวงตาค่ะ

Cream 

ตัวสีฟ้านี่เป็นของ  Attenie Midnight Noisturizer เป็นตัวใหม่ที่เพิ่งออกมา เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้เซลของผิวหน้า ให้ความกระชับไม่หย่อนยาน ราคา 3250 เยน  ส่วนอีกตัวเป็น Ignis Moist Tender Cream ที่เน้นกลิ่นของสมุนไพรและช่วยในการทำให้หน้าชุ่มชื้นไม่แห้งกร้าน ราคาอยู่ที่ 6000 เยน

Sunscreen 

Decorte Sun Shelter Multi Protection SPF 50 + PA ++++ ไม่ได้ป้องกันแค่แสงแดดและแสงอุตตร้าไวโอเลต แต่ยังป้องกันมลภาวะจากอากาศรอบตัว ช่วยยับยั้งและป้องกันมลพิษที่ทำให้เคร่งเครียดด้วย เป็นครีมแบบ  water-based moistirzing ที่จะทำให้หน้าผ่องใส ราคา 3000 & 4200 ตัวที่สองคือ Nivea Bean Cream Care UV Fream SPF 50 + PA ++++ ป้องกันแสงแดด และมี Hyaluronic Acid ในการช่วยกระชัยผิว ตัวนี้นำไปผสมกับพวกครีมรองพื้นหรือสบู่ที่ล้างหน้าหรือตัวได้ด้วยนะคะ มันจะซึมเข้าไป ช่วยกระชับรูขุมขน ไม่มีราคาบอก อีกตัว เป็น ตัวแพง Cle De Peu Beaute Creame Tante UV SPF 50+ PA++++ มีสี่สีด้วยกัน เป็นสีที่เข้ากับผิวหน้าที่แตกต่างของแต่ละคน ป้องกันแสงยูวี ความไม่มีชีวิตชีวาของผิว ความหมองคล้ำ ทำให้มันฟื้นฟูกลับมาให้ผ่องใส จะโอเคมากที่จะทำให้ผิวคืนสภาพกลับมานุ่มเนียนดังเดิน ทั้งวัน เขาว่ากลิ่นดีมากค่ะ น่าลอง แต่แพง 8000 เยนแหนะ

Lip Blam

อันดับแรกคือ Dior Addict Scrub & Blam อีกตัวคือ 2 Ignis Extra H Lip Treatment

มาร์กหน้าแผ่น Mask Sheet

ตัวแรก เป็นตัวทำให้หน้าตื่นจากความหม่นหมองภายใน 60 วินาทีแรกด้วยกลิ่นผลไม้กีวี่โยเกริต์เย้ายวน (ทำไมฉันต้องเขียนเชิญชวนขนาดนี้)​เป็นตัว Limited ค่ะไม่แน่ว่าจะมีขายเมื่อเราไปนะคะ มันจะเป็น all in one mask ที่เป็นทั้งตัวล้างหน้าก็ได้ บำรุงก็ได้ และเป็นตัวแรกของการเริ่มต้นแต่งหน้าก็ได้ ความสำคัญคือ ทำให้ผิวหน้าตื่นค่ะ 28 แผ่น 1300 เยน (โอ้ย หวังว่าจะได้ไปหิ้วตัวนี้​)​ ตัวที่สอง Antarctica Glacier Premium Cream Mask ตัวนี้เน้นให้ความชุ่มชื้นค่ะ ไม่ได้บอกอะไรมากกว่านี้เท่าไร แต่ราคาอยู่ที 690 เยน ตัวสุดท้าย Special subject Perfect Silky Mask ตัวนี้เน้นลดริ้วรอยเล็กๆนะคะ

Cream for Massage 

mask cream no1 ตัวนี้ ไว้มาร์กหน้าแล้วนวดค่ะ Capture Totale Dream Skin 1 Minute Mask เป็นเจลสีชมพู นวดสัก 1 นาทีก็พอ ล้างออกได้เลยค่ะ จะทำให้หน้าเหมือนหน้าเด็กใสๆใหม่ๆสดๆเลย ราคา 8500 เยน

มาได้ครึ่งทางแล้ว ถ้าชอบที่หลีสรุปเครื่องสำอางญี่ปุ่น ฝากแชร์ ฝากกดไลค์ แล้วรบกวน follow blog ด้วยนะคะ ตามไปกดไลค์ได้ที่เพจ #siswalksistalk ด้วยค่ะ เป็นกำลังใจทำงานต่อไป  ต่อๆๆๆๆ

ต่อไปนี้เป็นพวกเครื่องสำอางนะคะ ซึ่งหลีจะไม่สามารถบอกคุณสมบัติได้เท่าไร อันนี้แล้วแต่สัมผัสของคนที่ชอบค่ะ

Best Makeup Base

ตัวแรก Excel GlowLuminizer UV SPF 28 + PA+++ ราคา 1700 เยน มีสองสีด้วยกัน เพิ่มความสว่างให้หน้าด้วยประกายมุก ตัวที่สองคือ Esprique CC Base ของ KOSE ราคา 2800 SPF 50 + · PA ++++  จะช่วยในการปกปิดรูขุมขน ลดความหม่นหมองของผิวหน้า ตัวสุดท้ายคือLunasol Smoothing Light Makeup Base SPF 22+ PA++ ราคา 3500 เยน ตัวนี้จะช่วยเกลี่ยให้สีบนใบหน้าเท่าๆกัน ไม่ทำให้หน้าขาววอกจนเกินไป

Best Powder 

ตัวแรกคือ CHANEL Le Blanc Compact SPF 25 PA+++  มีด้วยกัน 6 สี ราคา 7500

ตัวที่สองคือ Primavista Clean Skin Texture Powder Foundation SPF 25 PA++ ราคา 3800 มีด้วยกัน 7 สี

ตัวสุดท้าย คือ Esprique Pure SKin Pact UV SPF 26 PA++ ราคา 3800 มีด้วยกัน 7 สี

Best Liquid Foundation

ตัวแรก Shiseido Shynchro Skin Glow Luminazing Fluid Foundation SPF 20 PA++ มีด้วยกัน  6 สี ราคา 5000 yen

ตัวสองคือ Kate Secret Skin Maker Zero SPF 18 · PA ++  มีด้วยกัน 6 สี ราคา ไม่แพงเลย 1600 เยน

ตัวสุดท้ายคือ Shu Uemura Patel Skin Fluid Foundation เน้นสี matt จะเบาบางมาก ราคา 5000 เยน

Cushion 

ตัวแรก Shiseido Synchro Glow Cushion Compact SPF 23 PA++ มีด้วยกัน 3 สี ราคา 5500 yen

ตัวสองคือ Dior Cushion Foundation SPF 35 · PA +++  มีด้วยกัน 5 สี ราคา 6500 เยน

ตัวสุดท้ายคือ Lancome Blanc Expert Cushion SPF 50 + · PA +++มีด้วยกัน 5 สี ราคา 6500 เยน

Best Cream Foundation 

powder02 (1)

คือ MISSHA Tension Pact Perfect Cover SPF 37 · PA ++ ราคา 1800 ตัวนี้จะมีความเข้มข้นของครีมนะคะ

Best Stick Foundation

stick01

คือ Cle De Peau Beaute Stick SPF 17 · PA ++ ราคา 8000 yen

Best Powder

ต้องบอกก่อนว่าMaquillage นี่มีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงรุ่นได้บ่อยและเร็วมาก ตัวนี้เป็นอีกตัวที่น่าสนใจเลยนะคะ อยู่ในเครือ Shiseido ตัวนี้ 3500 เยน เป็นตัวท๊อปของชิเชโด้นะคะ อีกตัวก็เป็นของ Dior Skin Nude บางเบาหน่อยค่ะ ราคาอยู่ที่ 7000 ตัวสุดท้าย Coffret Doll Lucent Finish Powder ตัวนี้จะให้ความรู้สึกเหมือนไมไ่ด้ทาอะไรเลย (โอ้ย ยิ่งเสียความมั่นใจสิเนี่ย) ราคาอยู่ที่ 3500 เยน

Concealer

Nars มีด้วยกัน 8 สี ราคาอยู่ที่ 3400 yen ตัวที่สอง Cezanne ตัวนี้ราคาลงไปอยู่ที่ 600 เยน อันนี้จะช่วยลดสีแดงจากสิวบนหน้านะคะ สุดท้ายคือ Shiseido White Lucent ลดจุดดำบนใบหน้า เพิ่มความสว่าง ราคา 4200 เยน

Best BB Cream

 

ตัวแรก Lancome Lancomee UV Expert BB มี  SPF 50 · PA ++++  ราคา 5800 มีด้วยกันสองสี

ตัวสอง D Program Allerbarrier Essence BB ตัวนี้น่าสนใจมาก SPF 40 · PA +++ มีการปกป้องมลภาวะต่างๆด้วย ราคา 3000 เยน

Best CC Cream

Dior Snow Brightening Fresh CC Cream 50 SPF 50 · PA +++ มีสองสี ราคา 6300 เยน

อีกตัวของ YSL Beaute Top Secret CC Cream SPF 35 · PA +++มีสามสีราคา 6500 เยน

Best Shampoo and Conditioner

ตัวแรก PYUAN Sweet & Charming Shampoo / Conditioner ไม่มีราคา 

ตัวสอง เป็นของ Loreal ราคา  1400 เยน

ตัวสุดท้ายของ Bene ราคา  900 เยน

Best Eye Shadow

SUQQU (Sukku) Designing Color Eyes 6800 เยน
Canmake wink glow eyes 500 เยน 
Coffret Doll Beauty Aura Eyes 3,500円 
Best Eye Liner

Hitomi Clarity Dense coloring  ตัวแรกนี่เป็นของ Kate นะคะ 1100 เยน
ตัวสองคือ Canmake Luster Liquid Line ราคา 900
ตัวสุดท้ายก็ canmake ready rich ราคา 550 เยนค่ะ

Best Mascara
ตัวแรกเป็นของ  Opera ค่ะ ราคา 950 เยน
ตัวสองเป็น Benefique Theory mascara base ราคา 2500 เยน
ตัวสุดท้าย Meybelline New York Lushnishta  ราคา 1800 เยน

Best Eye Brow มีตัวเดียว
eyebrow1 K - Palette Lusting Eyebrow Tint ราคา 1200 เยน


Lip Tint
ตัวแรกเป็นของ Opera ค่ะ ราคา 1500 เยน
ตัวสองเป็น YSL  ราคา 4300 เยน
ตัวสุดท้าย Dior Addict Stick ราคา 3900 เยน

Lip Gloss
ตัวแรกเป็นของ Opera ค่ะ ราคา 1200 เยน
ตัวสองเป็น Kate ราคา 450 เยน
ตัวสุดท้าย CHANEL CoCo Gloss ราคา 3600 เยน


Blush On
ตัวแรกเป็นของ IPSA ค่ะ ราคา 5800 เยน
ตัวสองเป็น Maquillage ราคา 2800 เยน
ตัวสุดท้าย Rimmel London ราคา 1200 เยน


ทั้งหมดนี้เป็น skin care และ makeup ที่หลีตั้งใจจะไปศึกษา ตัวไหนน่าสนใจก็คิดจะซื้อค่ะ ตัวไหนแพงหาได้ในไทยก็คงไม่สนใจเท่าไร
ข้อดีของเครื่องสำอางที่ญี่ปุ่นคือ ถูกกว่าไทยค่ะ แต่ถ้าไม่มีเวลาไป ก็หาซื้อที่ไทยได้ นี่เป็นการรวมครึ่งปีแรกของ 2017 นะคะ ครึ่งปีหลังจะมีอีกรอบค่ะ
แล้วไว้หลีจะมาสรุปให้อีกครั้งในครึ่งปีหลังนะคะ บายค่ะ
ฝากแชร์ ฝากกดไลค์ และฝาก follow blog ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

รีวิว ร้านอาหารญี่ปุ่น Edo ในโรงแรมมิราเคิลแกรนด์ค่ะ

หลีต้องมาที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ ปีละ สองครั้ง เนื่องด้วยบริษัทจัดงานสัมนาที่นี่เป็นประจำค่ะ (ไม่เคยได้สิทธิพิเศษอะไรจากที่นี่เลย บอกตรงๆ เป็นลูกค้ามาห้าปีอย่างซื่อสัตย์ …​ขอ บ่นหน่อย เซลไม่เก่งเลย หรือโรงแรม งก ก็ไม่รู้)​

Edo13

แล้วสัมนาเสร็จ ก็จะเป็นจังหวะมื้อเย็นพอดี ถ้าเราขี้เกียจขับรถตามๆกันไปที่ร้านอาหารอื่น เราก็จะลงมารับทานร้านอาหารญี่ปุ่นแบบบุฟเฟต์ที่โรงแรมนี้ละค่ะ จะเป็นบุฟเฟต์ อาหารกลางวัน และเย็น หลีก็รับทานมื้อเย็นตลอดมา รับทานมาตั้งแต่หัวละ หกร้อย จนตอนนี้ล่าสุดไปรับทานอาทิตย์ก่อน ก็ 790++  หน่อยแล้่วค่ะ ..  แต่เทียบแล้วอาหารตอนนี้ดีกว่าตอนหกร้อยนะคะ ในฐานะที่รับทานทุกปี อย่างน้อยปีละหนึ่งถึงสองครั้ง มากกว่านี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน เบื่อค่ะ หลีขี้เบื่อ แต่ด้วยอาหารไลน์บุฟเฟต์ที่ดีขึ้น ก็เลยยอมมารีวิว ฮ่าๆๆๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อน คงเงียบๆไป เป็นเพราะปีนี้ที่สังเกตุเห็นคือ มีข้าวหน้าปลาไหล และมีกุ้งย่างค่ะ

Edo03

ข้าวหน้าปลาไหล นี่ถือว่า เป็นของใช้ได้ที่หาได้ยากนิดหน่อย สำหรับไลน์บุฟเฟต์ของญี่ปุ่นค่ะ ในราคานี้นะคะ แหมะ …

Edo08

ที่หลีชอบคือที่นี่มีเค้าน์เตอร์​ Taipanyaki

Edo05Edo14

วิธีสั่งไทปันยากิ คือ เอาเลขโต๊ะของเราที่วางที่โต๊ะไปด้วยนะคะ แล้วพนักงานจะมาเสริฟให้ แต่บางทีหลีใจร้อน ก็ไปรอเลยค่ะ วันนั้นนั่งโต๊ะเลขสิบค่ะ

แล้วก็มี ชาบูหมูเนื้อแยกกันด้วย อันนี้อร่อยค่ะ ขึ้นชื่อของเขา หลีก็ซัดไปสองชาม ตัวเนื้อ เขาบอกว่าใช้เนื้อออสซี่นะคะ หลีไม่ทานเลยไม่รู้ว่าอร่อยไหมแต่เพื่อนทาน เพื่อนบอกว่า แจ๋วค่ะ หลีกินหมูก็แจ๋วค่ะ น้ำซุปอร่อย

Edo07

ด้านล่างเป็นเค้าน์เตอร์สลัดค่ะ

Edo02

ด้านล่างเป็นซุปมิโสะค่ะ หลีไม่ได้กิน ไปจัดชาบูแทน

Edo06

Edo04

อันนี้อารายหว่า ไม่ได้กินเหมือนกันค่ะ

Edo01

อันนี้หัวปลาหางเหลืองนึ่งค่ะ ไม่ได้กินเหมือนกัน เพื่อนกินบอกอร่อยค่ะ

อื่นๆ มีอีกเยอะเลยนะคะ ไลน์อาหารปลาดิบระดับเบสิคค่ะ ไม่ได้มีระดับปลาแพงๆนะคะ แค่เบสิค แล้วก็ side dish ของอาหารญี่ปุ่นเขา มีหมี่เย็นด้วย แล้วก็พวกของทอด

 

ขนมหวาน นอกจากผลไม้ที่เห็นแล้ว พวกเค้กก็นิดหน่อยค่ะ ที่อร่อยคือถั่วแดง กับไอติมค่ะ หลีก็กินไอติมเป็นหลัก วันนั้นได้ไอติมมะนาวมา เยี่ยมเลย

กินจนแทบอ๊วกค่ะ 790 ไม่แพงเลยสำหรับระดับกลางๆแบบนี้ … ถือว่าใช้ได้ แต่ไม่ได้หรูหราฟู่ฟ่านักหนาอะไรนะคะ พอเปลี่ยนบรรยากาศได้ … ก็เลยมาแนะนำค่ะ สำหรับครอบครัวลูกชายวัยกำลังโต ต้องการปริมาณมากกว่าคุณภาพ ฮ่าๆๆๆๆๆ …. ขำขำค่ะ

หมายเหตุ เสาร์อาทิตย์มักเต็ม โทรจองก่อนนะคะ ตอนเย็นจะเปิดร้าน หกโมงเย็นค่ะ หลีเสร็จงานก็จะมารอเปิดทุกทีเลย …​

Review Neil’s Tavern (English/ Thai)

Neil’s Tavern, The house of best steak and seafood, first opened for business in 1969. Its name followed Neil Armstrong, the first American astronaut.  For almost 50 years, this is one of the best moment I visited this best steak restaurant in Bangkok. One of the  most famous, luxury, and oldest restaurant.

 

นีลส์​ เทรเวอร์น เป็นร้านสเต๊กและอาหารทะเลที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2512 โดยตั้งชื่อตามนักบินอวกาศคนแรกของอเมริกา นีลส์ อาร์มสตรอง กว่า 50 ปีที่ร้านนี้เปิด หลีบอกได้เลยว่า นี่คือ ร้านสเต๊กที่ดีที่สุด และหรูหราที่สุด เก่าแก่ที่สุดร้านหนึ่งของไทย

 

The style of Restaurant’s decoration is from wood, classic, beautiful, and spectacular. Every guest all dressed up.

ร้านตกแต่งสวยงามหรูหรามากค่ะ คลาสิคไปด้วยกลิ่นไม้ และตื่นตาตื่นใจมาก ทุกคนในร้าน dressup มาก

neils05neils02

We started with appetizers,  Shrimp Avocado and Pan seared French Foie Gras. Both were so delicious. The sauce of Shrimp Avocado dish was Balsamic Vinegar, so good. Foie Gras was so sweet and yummy. Price of each dish range from 300-800 baht.

เราเริ่มอาหารจานแรกด้วย appetizer ค่ะ เป็นกุ้งอโวกาโด้ในซอสบัลซามิก อร่อยมาก และก็ ตับห่านบดค่ะ อร่อยเลย ตับห่านนุ่มหวานล้ำมาก มันส์มากค่ะ แย่งกันกินจนกวาดเศษกันเลยทีเดียว แต่ละจานก็ราคาแตกต่างกันไปค่ะ ตั้งแต่สามร้อยถึงแปดร้อย

neils07

We went there for 4 persons, all closed friends. However, the room was so dark, some photo may not good.  We all ordered our own main dished, some were pork, some were beef.  Anyhow, salad and garlic bread were served before for all main dishes.

เราไปรับทานกันสี่คนค่ะ เนื่องจากร้านมืดหน่อย รูปอาจจะไม่ชัดบ้างนะคะ แต่เราต่างคนต่างสั่งค่ะ ทุกคนก็จะเริ่มจากสลัด และขนมปัง บางคนสั่งเนื้อ บางคนสั่งหมูนะคะ

neils08

This is Rib eye dish. So good, So tender. Price ranged 600-800 baht.   จานหมูนุ่มมากค่ะ ราคาไม่แพงเท่าไร 6-8 ร้อยบาท

neils09

This is New York Beef steak, medium rare . What a good medium rare. The smell could tell you how good it was. Price ranged 1200 – 2500 baht. จานเนื้อจากนิวยอร์คค่ะ อันนี้สั่งแบบ raw medium เยิ้มมากค่ะ เสียดายรูปไม่ชัด จะได้เห็นความเยิ้มของน้ำจากเนื้อ กลิ่นหอมกรุ่นมาก ราคาจะอยู่จานละ 1200-2500 บาทค่ะ

neils04

We couldn’t eat steak without Red wine… We ordered quite a sweet wine from AU.

เราสั่งไวน์มาหนึ่งขวด ทานร่วมกันค่ะ …​เป็นไวน์แดงจากออสซี่ จำราคาไม่ได้ค่ะ ก็หลังสองพันอัพค่ะ

neils06

We ended our meal with good dessert. However, the bake shop was closed, so the waiter brought all available cake for us to select. We selected 3 cakes, all nuts, choco, and green tea. All were soft. Price was about 180 baht each.

เนื่องด้วย ร้านเบเกอรี่อีกฝั่งหนึ่งปิดไปแล้ว เราอยากทานเค้ก เขาก็เลยเอามาทั้งหมดให้เราเลือกค่ะ เราก็เลือกแค่สามอย่าง แบบมีถั่ว แบบช๊อกโก้ และชาเขียว นุ่มอร่อยมากค่ะ ชิ้นนึงประมาณ 180 บาทค่ะ

neils03

ไปบวกเองนะคะ ว่าทั้งหมดทานกันไปเท่าไร …​เห็นบิลเป็นลม …​ตอนสั่งไม่คิด แต่เข็ดไหม …​ไม่เข็ดค้าาา ไว้ไปอีก ……​ ร้านอยู่แถว ซอยร่วมฤดีนะคะ ลองให้กูเกิ้ลหาดูค่ะ

the address of Neil’s Tavern is in Soi Ruam Ruedi , let’s google map helps you. Good Luck.